วันที่ 10 มีนาคม 2553ความหวังสูงสุดใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร
กระแสโจมตีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มคนเสื้อแดงโดยอำนาจรัฐและเครือข่ายของอำนาจรัฐ เช่นกลุ่มพันธมิตรฯ และเครือข่ายสีน้ำเงินรวมถึงนักวิชาการหางเครื่อง ในข้อกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบัน ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันนั้น ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา
อีกทั้งกองทัพก็ออกร่วมผสมโรงดาหน้าถล่มกันยกใหญ่โดยอาศัยเครือข่ายการสื่อสารของรัฐทั้งวิทยุ ทีวี และสื่อกระแสหลักที่ได้รับการอุดหนุนจุนเจือแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารให้เข้าไปดำรงตำแหน่งต่างๆ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นโดย คมช.
หากมองย้อนกลับไปถึงชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยเมื่อปี พ.ศ. 2544 จะเห็นได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่พรรคไทยรักไทยชนะถล่มทลายได้ที่นั่งกว่าครึ่งสภา และจัดตั้งรัฐบาลผสมอยู่จนครบสี่ปี
เป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งโดยได้ ส.ส. 377 คน จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และนี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ดำเนินมาถึงทุกวันนี้ เพราะว่าได้รับความนิยมมากเกินไป ประชาชนรักมากเกินไป
มีคนเคยเตือนอดีตนายกฯทักษิณ ว่าให้ระวังสื่อมวลชนโจมตีเพราะขณะนั้นฝ่ายค้านอ่อนแอเกินไปและสื่ออาจจะต้องมาเป็นฝ่ายค้านเสียเอง ซึ่งอดีตนายกฯทักษิณ ก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปอย่างนั้นได้ แต่...ในที่สุดก็เป็นความจริง
เมื่อลูกชายเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งได้กล่าวกับอดีตนายกฯทักษิณ ว่าคุณพ่อของเขาโดนล็อบบี้จากองคมนตรีสองคนที่มากินข้าวที่บ้านโดยแอบอ้างในหลวงอย่างมิบังควร แต่อดีตนายกฯทักษิณ เองก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะพระองค์ท่านไม่เคยทรงต้องการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ดังนั้น จึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากความมีอคติหรือความเกลียดชังส่วนตัวที่องคมนตรีมีต่ออดีตนายกฯทักษิณ และเหตุที่อดีตนายกฯได้รับความเกลียดชังก็เพราะมีการปล่อยข่าวลือว่าอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นสาธารณรัฐและต้องการเป็นประธานาธิบดี
การสร้างข่าวลือและการปล่อยข่าวเหล่านี้เป็นวิธีการเบื้องต้นของเหล่าอำมาตย์ที่มีความช่ำชองยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อำมาตย์กล่าวหาโดยการปล่อยข่าวนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวคิดของอดีตนายกฯทักษิณ แม้แต่น้อย เพราะเขาจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างยิ่งยวดและทำแต่สิ่งดีๆต่อสถาบันมาโดยตลอด
สิ่งแรกที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กราบทูลในหลวงเมื่อครั้งโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกว่า ตัวเขามีความจงรักภักดีและเคารพพระองค์อย่างไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน ขอในหลวงทรงเมตตาตัวเขาขอพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานคำสั่งสอนแก่เขา พระองค์ทรงครองราชย์อย่างยาวนานทรงเหน็ดเหนื่อยทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทย ขอพระองค์ทรงโปรดใช้งานตัวเขา ตัวเขาจะขอแบ่งเบาพระราชภาระของพระองค์ เขาจะทำงานอย่างหนักเพื่อในหลวงในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างเหมาะสมที่สุด
นั่นคือสิ่งที่อดีตนายกฯเปิดเผยเป็นครั้งแรกในการให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ อดีตนายกฯยังได้กล่าวถึงคนในแวดวงราชสำนักหรือคนที่อยู่แวดล้อมสถาบันว่า พวกเขาพยายามสร้างอิทธิพล เช่น องคมนตรีซึ่งส่วนมากล้วนเป็นข้าราชการเกษียนที่ล้วนมีผู้ใต้บังคับบัญชา จึงต้องการมีอิทธิพลบางอย่าง
เช่น พลเอกเปรม ต้องการให้บางคนขึ้นมาเป็นผู้นำเหล่าทัพ ถ้าไม่แต่งตั้งคนที่เขาต้องการก็จะเกิดปัญหา นั่นเท่ากับเป็นการใช้อำนาจโดยมิใช่ความประสงค์ของสถาบันฯ และคนที่เล่นเกมส์นี้อยู่ คือ คนในแวดวงราชสำนักดังกล่าว
อิทธิพลและเครือข่ายคนในแวดวงราชสำนักมันทำให้การเมืองซับซ้อนไม่เหมือนอังกฤษหรือญี่ปุ่นที่ไม่อนุญาติให้คนเหล่านั้นมีอิทธิพลได้ มันคือปัญหาของประเทศไทย สถาบันฯไม่ใช่ปัญหา สถาบันฯเป็นสิ่งที่ดี ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสถาบันฯ
แต่สถาบันฯไม่ควรโดนคุกคามข่มเหงหรือถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือโดยคนในแวดวงราชสำนัก หลักการเรื่องระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ(constitutional monarchy)จะต้องได้รับความคุ้มครองและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
สถาบันต่างๆในระบอบประชาธิปไตยจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนิติรัฐ(rule of law)และกติกาทางการเมืองที่ถูกต้อง แต่บางครั้งสถาบันฯเหล่านี้ถูกคนในแวดวงราชสำนักแทรกแซงไม่เว้นแม้แต่ระบบยุติธรรม
อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวถึงทหารว่า ประชาธิปไตยไทยดูราวกับว่าจะเติบโตเต็มที่ แต่ที่จริงมิได้เป็นเช่นนั้นเพราะการแทรกแซงจากทหารซึ่งไม่ควรยอมให้เกิดขึ้น ทุกครั้งที่ทหารยึดอำนาจมันหมายถึงการยึดอำนาจอธิปไตยของประชาชน
ประชาธิปไตยควรมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ในประเทศไทยการเลือกตั้งกลายเป็นเพียงตรายาง และคุณจะต้องทำเพื่อประชาชน ต้องตอบสนองต่อสิ่งที่ประชาชนต้องการ แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันคือแผนการแทรกแซงของทหารเพื่อเปลี่ยนขั้วอำนาจจากพรรคไทยรักไทยไปสู่พรรคประชาธิปัติย์ นั่นเอง
ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว เพียงเพราะว่ามีคนต้องการอำนาจโดยไม่สนใจสิ่งใด แทบทุกสถาบันไม่ได้รับความเชื่อถือและไม่สามารถทำตามครรลองที่ถูกต้องได้ หลักนิติรัฐถูกทำลายและหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศจะยิ่งแย่ลงรวมถึงความแตกแยกจะลึกและหนักหน่วงยิ่งขึ้น
ปัญหาของประเทศไทยจะแก้ไขได้โดยสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ละวางความขัดแย้งและอุปสรรคทั้งปวงเพื่อให้เกิดการประนีประนอมสร้างความสมานฉันท์แห่งชาติ ซึ่งมีทางเป็นไปได้ เพราะยุทธศาสตร์ทางการเมืองของอดีตนายกฯต้องการเห็นการประนีประนอมมากกว่าการเผชิญหน้ากัน กลุ่มคนเสื้อแดงจึงเป็นส่วนหนึ่งของแรงกดดันเพื่อนำไปสู่การประนีประนอม
อย่างไรก็ตาม ประธานองคมนตรีเองควรจะเป็นผู้ทำให้เกิดความสมานฉันท์ แต่ประธานองคมนตรีกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเสียเอง จึงไม่มีใครที่จะทำหน้าที่นี้ได้
ความหวังสูงสุดจึงอยู่ที่พระมหากรุณาธิคุณของในหลวงหรือองค์รัชทายาท ที่จะทรงหาหนทางพระราชทานสันติสุขให้แก่พสกนิกรให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารเช่นในอดีต โดยที่ทุกคนสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติของตนและมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้ประเทศกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้งที่มา : ส่วนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กับนิตยสารไทม์พระอินทร์////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////